วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

ขออภัยท่านผู้อ่าน...

ต้องขออภัยท่านผู้ชมที่คลิกเข้ามาชมบล็อกของ Krusutee  Krusutee ขอตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุง บล็อก บทความเก่าอาจจะถูกลบ หรือ บล็อกไว้ ต้องอภัยมาในที่นี้ด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กล้วยไม้

                     สวัสดีครับทุกคน พออาจารย์บอกให้ทำบทความผมก็นั่งนึกเลยว่าจะทำเรื่องอะไร ตอนนั่นนั่งข้างต้นไม้ใหญ่พอดีเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นกล้วยไม้อยู่บนต้นไม้นั้น ผมก็เลยคิดว่าผมจะเอากล้วยไม้นี่แระมาทำบทความ
ภาพจากเว็บคลีนิคภาษี
กล้วยไม้นั้นผมเรียนวิชาชีวะเกี่ยวกับภาวะการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตมาอาจารย์เคยบอกว่ากล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่มีภาวะแบบอิงอาศัยโดยที่กล้วยไม้ไปอิงอาศัยเขาอยู่นั่นเอง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียแต่อย่างใดเพราะไม่ได้ไปแย่งอาหารองต้นไม้ใหญ่ ต่างจากพวกต้นกาฝากที่จะอยู่ในภาวะปรสิตคือไปอาศัยเขาไม่พอยังแย่งอาหารเขาไปอีกทำให้เกิดผลเสียต้นไม้ใหญ่อาจตายได้ กล้วยไม้นั่นมีหลายชนิด ทั้งกล้วยไม้ที่เราเห็นกันบ่อยๆ และกล้วยไม้ในป่าซึ่งมีความสวยงามแตกต่างกันไป โดยทั่วไปจะมีปลูกไว้ประดับสวนหรือขึ้นอยู่ตามต้นไม้ใหญ่บางที่ และบางคนก็เปิดฟาร์มเพาะเลี้ยงเพื่อส่งออกไปขายทั้งในและต่างประเทศ เพราะกล้วยไม้สามารถนำไปประดับความสวยงามได้หลายอย่าง โดยส่วนตัวแล้วผมว่าผมก็ชอบนะ เพราะมันสวยดี สวยไม่แพ้ดอกไม้ชนิดอื่นเลยด้วยซ้ำ ถ้าเพื่อนคนไหนสนใจก็ไปหาซื้อได้ที่ร้านขายต้นไม้นะครับ ราคาก็ไม่แพงมากหรอกครับเริ่มตั้งแต่100-500ขึ้นไปแล้วแต่สายพันธ์น่ะครับ ถ้าเป็นพันธ์หายากก็จะแพงหน่อย ส่วนผมก็ขอนั่งดูอยู่อย่างนี้ดีกว่าครับ
                     ครับผมก็ขอฝากถึงทุกคนว่าอย่าไปเด็ดดอกไม้หรือต้นไม้ที่มันอยู่ตามธรรมชาตินะครับ ให้เขาสวยงามอยู่แบบนั้นต่อไปเหมือนเดินน่ะดีแล้ว เพราะถ้าเราไปเอาเขามาแล้วปรากฏว่าเขาไม่สามารถเข้ากับสภาพแวดล้อมของเราได้เขาก็จะตาย น่าเสียดายออกครับ ดังนั้นเราก็ควรมองอย่างชื่นชมในความสวยงามของมันเฉยๆจะดีกว่าเนอะ^^ ขอบคุณครับ

บทความของ นาย สมัชญ์ เพียรกสิกรรม เลขที่4 ม.4/3
หมายเหตุ บทความชิ้นนี้เป็นบทความของนักเรียน ที่ครูสุธีร์ ได้ให้ฝึกทักษะการเขียน การสื่อสาร การสร้างสรรค์ ในรายวิชา สังคมศึกษา 1 รหัส ส 31101

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คลองมดแดงกับความทรงจำ


         หลังจากที่ผมขับรถพาครอบครัวเราไปส่ง Johanna ที่สนามบินสวรรณภูมิ และขับรถกลับมากำแพงเพชรเวลา 04.00 น.เอนหลังงีบหนึ่งแล้วอาบน้ำแต่งตัวมาโรงเรียนต่อ ทำให้สุขภาพผมทรุดโทรมอย่างมาก แต่ก็มีความภูมิใจลึกๆ ว่าภารกิจที่รับมา 11 เดือนได้จบอย่างสมบูรณ์
ครอบครัวของเรา ไปส่ง มารียาและโจฮันน่า ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
         ซึ่งครอบครัวของเราเข้าสมัครเป็น Host ให้กับอาสาสมัคร AFS มาสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนโรงเรียนคลองขลุงราษฎร์รังสรรค์ ซึ่งเมื่อเทียบกับการจ้างครูฝรั่งมาสอนโดยตรงจะทำให้โรงเรียนเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นหลายเท่าตัว ครอบครัวผมก็สมัครเป็นครอบครัวแรกในช่วง 10 ปีนี้ให้กับทางโรงเรียนจะได้ประหยัดรายจ่ายพร้อมทั้งมีครูฝรั่งมาสอนหลายๆคน และการรับฝรั่งมาอยู่ด้วย ทำให้ต้องปรับตัวกันอย่างมโหฬาร ก็เพราะเป็นครอบครัวแรกนี่แหละที่บางครั้งก็ทำให้ผมเครียดพอสมควร 
ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทำให้ต้องส่งตัวกลับหรือเปลี่ยน Host ก็จะเป็นเหตุผลที่ทำให้ AFS ไม่ส่งอาสาสมัครมาสอนในปีถัดไปได้ แต่ทุกอย่างก็จบอย่างสมบูรณ์และในเดือน กรกฎาคม ประมาณปลายเดือนก็จะมีอาสาสมัครคนใหม่มาซึ่งจะอยู่กับ Host ใหม่และทางโรงเรียนได้ติดต่อHostไปสมัครที่ AFS เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เป็นอันว่าผมหมดภารกิจอย่างสมบูรณ์แล้วในส่วนหน้าที่เป็น Host แต่ความผูกพันความเป็นภารดรภาพ นั้นมีมากพอดูสำหรับการอยู่ร่วมกันเกือบ 1 ปี
          ก่อนที่เขาจะกลับผมก็พาทัวร์แหล่งท่องเที่ยวในกำแพงเพชรอยู่หลายแห่ง และแห่งสุดท้านก่อนที่จะเดินทางกลับเป็นคิวของกลุ่มสาระต่างประเทศได้จัดให้ไปเลี้ยงส่งกันที่ คลองมดแดงการ์เด้นรีสอร์ท ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีคุณจรินทร์  เป็นรุ่นพี่ ค.ส. รุ่นที่ 2 เป็นเจ้าของ ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี
รถจิ๊บรองฯ เสถียร บรรทุกเฉพาะสาวๆ นำร่องเป็นคันแรก

               การไปครั้งนี้ผมขับปิคอัพ Big M เมื่อ 18 ปีที่แล้ว ทำให้ไม่สบายใจอยู่มากเพราะไม่ได้ตรวจสอบรถก่อนมาเลย ไม่คิดว่าเส้นทางจะหฤโหดอย่างนี้ โดยเฉพาะไม่ได้เติมลมยางรถมาเลย แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาด้วยดี Johanna เห็นแล้วชอบมากบอกว่าถ้าไม่กลับบ้านที่เยอรมัน อยากจะอยู่ที่นี่สักหนึ่งสัปดาห์ ผมขออธิบายเป็นรูปภาพก็แล้วกันนะครับ

ถ่ายภาพก่อนที่จะไปน้ำตกวุ้งกระสัง

           หลังจากถึงรีสอร์ทแล้ว เราก็เก็บสัมภาระไว้ที่พักแล้วนำคณะมุ่งสู่ น้ำตกวุ้งกระสังอยู่เลยหมู่บ้านกะเหรี่ยง  วุ้งกระสังเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ร่วมร้อยปี ซี่งอยู่เขตอุทยานฯอยู่คนละฟากบ้านโล๊ะโค๊ะทางไปเต่าดำ เป็นน้ำตกที่สวยในหน้าฝนไม่ค่อยมีคนได้ไปถึง เป็นทาง4x4เท่านั้น และต้องเดินลัดเข้าไปในป่าข้าวโพดประมาณ200-300 เมตรข้ามลำธาร 3 แห่ง มีหาดทรายให้เล่นน้ำสนุกมากเลยครับ

ต้องเดินเลาะป่ามันและป่าข้าวโพดขึ้นไป

นี่แค่เป็นน้ำตกชั้นแรก ถามคนนำทางบอกว่ามีอีกหลายชั้น

ถ้าผมไม่มาที่คลองมดแดงผมไม่รู้เลยว่ากำแพงเพชรก็มีสวนยางพารา

หลังจากกลับจากเที่ยวน้ำตกวุ้งกระสังก็ลงมาเที่ยวอ่างเก็บน้ำ 

ผมเองก็ลองพายเรือกับเขาบ้าง



ภาคกลางคืนก็มีงานเลี้ยง โดยท่านผุ้อำนวยการกล่าวแสดงความยินดีและความรู้สึก

กลุ่มสาระต่างประเทศถ่ายรูปร่วมกัน

ช่วงเช้า รองฯวิรัช กำลังยื้อกับ....กอหญ้าอยู่นะครับ ไม่ใช่ปลา อิอิ
ถ่ายภาพร่วมกับเจ้าของรีสอร์ท คุณพี่จรินทร์ คนกลาง
เจ้าของเรียก Homestay แต่สำหรับผม ห้างนาครับ 

บ้านพักสามารถชมทิวทัศน์ สวยงามมากครับ


       ผมเองเป็นชาวกำแพงเพชรโดยกำเนิด ไปเที่ยวมาหลายจังหวัดเคยแต่ชื่นชมแต่จังหวัดอื่นไม่คิดว่ากำแพงเพชรก็มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายโดยเฉพาะเขตป่าตะวันตก ซึ่งมีแหล่งธรรมชาติที่ยังไม่บุกเบิกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกมาก เห็นที่จะต้องหันกลับมาศึกษาสิ่งที่ใกล้ตัวเราอย่างจริงจังเสียแล้ว







วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วิวัฒนาการการดำนา



         เป็นการปลูกข้าวโดยเพาะเมล็ดให้งอกและเจริญเติบโตในระยะหนึ่ง แล้วย้ายไปปลูกในที่หนึ่ง สามารถควบคุมระดับน้ำ วัชพืชได้ การทำนาดำแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ
         การตกกล้า เพาะเมล็ดข้าวเปลือกให้มีรากงอกยาว 3 - 5 มิลลิเมตร นำไปหว่านในแปลงกล้า ช่วงระยะ 7 วันแรก ต้องควบคุมน้ำไม่ให้ท่วมแปลงกล้า และจะสามารถถอนกล้าไปปักดำได้เมื่อมีอายุประมาณ 20 - 30 วัน
         การปักดำ ชาวนาจะนำกล้าที่ถอนแล้วไปปักดำในแปลงปักดำ ระยะห่างระหว่างกล้าแต่ละหลุมจะมีความแตกต่างกันขึ้นกับลักษณะของดิน คือ ถ้าเป็นนาลุ่มปักดำระยะห่าง เพราะข้าวจะแตกกอใหญ่ แต่ถ้าเป็นนาดอนปักดำค่อนข้างถี่ เพราะข้าวจะไม่ค่อยแตกกอ
          
         จากข้อความดังกล่าวข้างต้นเป็นการทำนาดำแบบดั่งเดิมของคนไทย แต่ปัจจุบันการทำนาดำได้เปลี่ยนไปเป็นการทำนาน้ำตรมมาหลายปีแล้ว แต่ปัจจุบันได้หันกลับมาทำนาแบบนาดำมากขึ้นแต่แทนที่จะเป็นคนปักดำแบบดั้งเดิมก็มาใช้รถดำนาแทน มีนักเรียนที่ผมสอนอยู่กลุ่มหนึ่งได้ไปศึกษาแล้วทำรายงานมาเป็นแบบคลิปวิดีโอ การถ่ายภาพและเสียงอาจไม่ดีเท่าไหร่แต่เห็นว่าเนื้อหาที่ทำน่าสนใจ ได้เห็นการวิวัฒนาการของสังคมไทยเป็นอย่างดี






วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ขนมเทียนแก้ว

         ในหมู่บ้านหนองจอก ต.ท่ามะเขือ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร มีสินค้า OTOP (หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์)ที่ดังในระดับประเทศอยู่ชิ้นหนึ่ง ซึ่งผู้ผลิตก็รู้จักและเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา เพราะมีอาชีพหลักเป็นครูอย่างผมนี่แหละครับ เวลาผมให้นักเรียนทำรายงานเรื่องเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น นักเรียนก็จะเข้าไปสอบถาม คุณครูทั้งสองท่าน เรียกว่าทุกปีทุกรุ่นที่สอนก็จะไปรบกวนท่านให้ข้อมูลเรื่องขนมเทียนแก้วที่ท่านทำอยู่ให้กับนักเรียนด้วยความเต็มใจและเมตตา สำหรับปีนี้ก็เหมือนกัน มีนักเรียนเข้าไปขอความรู้มาทำรายงานส่งผมอยู่หลายคน วันนี้ผมจึงขออนุญาตท่านผู้อ่าน นำรายงานของนักเรียนคนหนึ่ง มาลงที่ Blog ประชาสัมพันธ์ให้กับคุณครูทั้งสองท่าน เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของท่านที่มีต่อนักเรียนของผมเสมอมา


                                                       ประวัติความเป็นมา
         ขนมเทียนแก้วเอี่ยมจิตร เป็นขนมไทยประยุกต์ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของ
นายวิเชียร, นางพัชรินทร์ เอี่ยมรักษา โดยดัดแปลงมาจากขนมเทียนที่คนส่วนใหญ่รู้จัก เป็นการเปลี่ยนตัวขนมที่ทำมาจากแป้งข้าวเหนียวมาใช้แป้งถั่วเขียวและแป้งมัน ผสมกัน ทำให้ตัวขนมเมื่อนึ่งสุกแล้ว ใส มองเห็นไส้ขนมที่อยู่ตรงกลาง ทำให้ดูแปลก สะดุดตาเมื่อพบเห็น และสะดวกต่อการรับประทาน เพราะเมื่อแกะใบตองที่ใช้ห่อหุ้ม ตัวขนมจะร่อนไม่เหนียวติดมือ ไส้ขนมเป็นไส้เค็ม ใช้ถั่วเขียว มะพร้าว หมูสับละเอียด และกุ้งแห้งอย่างดี เป็นส่วนผสมเวลารับประทานจะรู้สึกเหนียว นุ่ม แปลกใหม่และได้รสชาติที่แสนอร่อย การผลิตจะทำเป็นก้อนเล็ก ๆ พอดีคำซึ่งเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง รับประทานได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกอิ่ม เป็นขนมไทยที่คงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพราะใช้ใบตองเป็นวัตถุดิบในการห่อหุ้มตัวขนม เหมาะสำหรับรับประทานเป็นของว่าง ใช้ในเทศกาลงานบุญ ประเพณีของไทย และเทศกาลตรุษจีน สารทจีน หรือจะใช้เป็นของฝากผู้รับประทับใจ ด้วยรสชาติความอร่อย และบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบเป็นพิเศษ สวยสะดุดตา
จุดเด่นของขนมเทียนแก้ว
         ขนมเทียนแก้วเอี่ยมจิตร มีจุดเด่นที่ “ใส เหนียว นุ่ม แปลกและอร่อย” เป็นขนมที่เกิดจากการสรรค์-สร้างความอร่อยเพื่อผู้บริโภคโดยเฉพาะ เมื่อรับประทานแล้วจะมีความรู้สึกว่าเป็นขนมที่สุดยอดของความอร่อย หากยังไม่ผ่านการนึ่งสุก สามารถแช่ตู้เย็นได้ 15 วัน เมื่อนึ่งสุกแล้วสามารถเก็บไว้ได้ 7 วัน โดยการแช่ตู้เย็น ตัวขนมที่แช่เย็นจะไม่แข็ง เวลารับประทานจะอุ่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้รับประทาน

ขั้นตอนการผลิตมี 4 ขั้นตอน


1.การเตรียมใบตอง
   เริ่มต้นจากการเช็ดใบตองด้วยผ้าให้ใบตองสะอาด แล้วฉีกใบตองให้ได้ขนาดตามต้องการคือกว้างประมาณ 12 เซนติเมตร จากนั้นใช้กรรไกรตัดใบตองที่ฉีกไว้แล้ว เป็นรูปสี่เหลี่ยมรูปว่าว ใส่ภาชนะพักไว้
2. ขั้นตอนการเตรียมไส้
    2.1 นำถั่วเขียวกะเทาะเปลือกแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง
    2.2 ล้างถั่วที่แช่ให้สะอาดแล้วนึ่งไฟจนถั่วสุก
    2.3 ตำถั่วเขียวที่นึ่งสุกแล้วให้ละเอียด
4.เตรียมส่วนผสมไส้ขนมให้เรียบร้อย ประกอบด้วย น้ำมันพืช น้ำตาลทราย พริกไทยป่นเกลือป่น กุ้งแห้งปั่นละเอียด หมูสับละเอียด กระเทียม รากผักชีฝอย
5.ผัดไส้ขนม ชิมให้ได้รสชาติตามต้องการ(ขั้นตอนการเตรียมไส้ขนมข้อ 3และ4รวมกัน)
6.ปั้นไส้ขนมที่ผัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นก้อนกลม เล็ก ๆ ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร แช่ตู้เย็น


ขั้นตอนการทำตัวขนมเทียนแก้ว


1. ตวงน้ำใส่หม้อแล้วตั้งไฟ
2. ชั่งแป้งถั่วเขียว แป้งมัน และน้ำตาลทราย ใส่หม้อที่ตั้งไฟไว้
3. ใช้ไม้พายกวนส่วนผสมของตัวขนมที่ตั้งไฟ จนแป้งสุกมีลักษณะเหนียว
4. นำแป้งที่กวนสุกแล้วมาปั้นเป็นตัวขนมเทียนแก้ว เป็นก้อนกลมๆ โดยให้ไส้ขนมอยู่ตรงกลาง ก้อนขนมที่ปั้น จากนั้นนำตัวขนมที่ปั้นแช่ในถาดนำมันพืช เพื่อเตรียมห่อด้วยใบตอง

ขั้นตอนการห่อขนม
       นำใบตองที่ตัดเจียนไว้ มาทำเป็นรูปกรวย นำตัวขนมที่แช่ในถาดน้ำมันพืช มาใส่แล้วห่อให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมพิรามิด จะได้ขนมเทียนแก้วตามต้องการ ห่อเสร็จนำใส่หม้อนึ่งตั้งไฟ ประมาณ 15 นาที
สุกแล้วพร้อมรับประทานได้

สนใจอยากทดลองชิมติดต่อได้ที่ นายวิเชียร เอี่ยมรักษา,นางพัชรินทร์ เอี่ยมรักษา บ้านเลขที่ 149 ม.9 ต.ท่ามะเขือ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร โทร 08-7839-0297 ,08-9691-4624



นางสาวปริศนา ประโมณะกรัง 4/2 โรงเรียนคลองขลุงราษฎร์รังสรรค์