วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เทคนิค การเข้าใจ เข้าถึง 2

ครูสุธีร์ “ สวัสดีครับ ผมโทร จากโรงเรียนคลองขลุงราษฎร์รังสรรค์นะครับ พอดีหัวกลุ่มสาระสังคมไปประชุมที่กรุงเทพฯ ท่าน ผอ.ให้ผมช่วยดำเนินการประสานการจัดอบรมในครั้งนี้ครับ”
เจ้าหน้าที่ของ พว. ผมได้ส่งเอกสารต่างไปให้หมดแล้วนะครับ แต่ถ้าอาจารย์ต้องการอีก ตอนบ่ายๆ ผมจะเข้าไปหาอาจารย์นะครับ
ครูสุธีร์ “ คืออย่างนี้ ผมจะปรึกษาหัวข้อการอบรมก็แล้วกันเพราะ มันยาวมาก ผมจะทำป้ายของงาน ชื่อวิทยากร ไม่ต้องใส่ลงไปก็ได้มั้งครับ”
เจ้าหน้าที่ของ พว. “แล้วแต่อาจารย์จะเห็นสมควรครับ แต่ผมว่าชื่อวิทยากรไม่ควรตัดทิ้งนะครับเพราะวิทยากรคนนี้เก่งมาก เด็กๆที่ กรุงเทพฯติดตรึมเลย”
       หลังจากที่ผมจบการสนทนาทางโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ของ พว. แล้วผมก็นึกอยู่ในใจว่ามันจะเก่งขนาดไหนวะก็อีแค่ ครูโรงเรียนกวดวิชา แต่ด้วยความนิสัยเจ้าปัญหาของผม ก็เดินไปที่คอมพิวเตอร์ตัวโปรด คลิกไปที่ Google แล้วคีย์ “ณัทธนัท เลี่ยวไพโรจน์” ข้อมูลก็เหมือนคนทั่วไปที่ขึ้นมาเต็มไปหมด แต่ที่เตะลูกกะตาผมมากที่สุดคือ ข้อมูลหนังสือที่ ณัทธนัท เขียนไว้หลายเล่มมีอยู่เล่มหนึ่งที่ผมคุ้นมาก พิเศษ คือ “คัมภีร์ Entrance สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม O-NET”
เหตุเพราะว่าเป็นหนึ่งในหลายเล่มที่ผมใช้ค้นคว้านำไปติวข้อสอบให้กับนักเรียนช่วงก่อนสอบ O-NET แต่ผมก็ไม่ค่อยจำชื่อผู้เขียนสักเท่าไหร่ จากการค้นคว้าเบื้องต้นทำให้ผมหันมาสนใจ ณัทธนัทมากขึ้น ก็เลยหยิบเอกสารประกอบการอบรม ของ พว.มาอ่าน แบบลวกๆ ก็รู้ว่าสิ่งที่ผมคิดและกำลังทำอยู่นั้นอยู่ในนี้หมดแล้ว เช่นทฤษฎีการศึกษาต่างๆ ที่อ่านแล้วปวดหัวเป็นนามธรรม ก็แปลมาเป็นคำพูดแบบง่ายๆให้เข้าใจ ผมเคยใช้โปรแกรม PowerPoint สร้างเกมจำภาพให้เด็กทดลองเล่นผมต้องใจเวลานานพอสมควร ณัทธนัท ใช้กระดาษที่พิมพ์มาปิดไปมาก็สามารถเล่นเกมกับผู้เข้าอบรมได้อย่างน่าสนใจ และยังมีอีกหลายอย่างที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ อึดอัดไม่รู้จะถามใคร วันนั้นกระจ่างแจ้มแจ่มแจ๋ ปกติแล้วผมไม่คอยจะเขียนยกย่องใครมากนัก ก็เลยอยากให้ท่านผู้อ่านที่เป็นครู ถ้ามีโอกาส ทดลองเข้าไปฟังคำบรรยายหรืออบรมดูนะครับเพราะ นัทธนัทหรือครูป๊อบยังไม่ได้เขียนเป็นตำรา แล้วเราจะค้นพบความสามารถในตัวตนของเราอีกมากมายครับ
กระดาษแผ่นนี้ ครูป๊อบสามารถเล่นเกมกับผุ้เข้าอบรมได้อย่างน่าทึ่ง


                                                                                  





วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เทคนิค การเข้าใจ เข้าถึง

            สองสามปีมานี้ กลุ่มสาระสังคมศึกษาของโรงเรียนถูกคัดเลือกให้เป็นศูนย์สังคมศึกษาโรงเรียนดีใกล้บ้าน(ในผันเดิม) ในระดับจังหวัด หน้าที่หลักจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้กับครู-อาจารย์ โดยทางศูนย์มีหน้าที่คิดหลักสูตรอบรม พร้อมจัดหาวิทยากร จัดอบรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง บางครั้งก็มีสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือเรียนมาให้เราจัดร่วม แบบ Win-Win จนผู้เข้าอบรมนั้นคุ้นเคยกันดี เรียกว่ามีหนังสือจากศูนย์ของเราไปปั๊บ ก็ตอบรับทันที อันนี้ต้องขอขอบคุณครูสังคมจังหวัดกำแพงเพชรทุกท่านที่ไว้วางใจทางศูนย์ของเรา
ครูป๊อบ บรรยายที่ ร.ร. คลองขลุงราษฎร์รังสรรค์            
            เช่นเดียวกันครับ วันนี้(24 ก.พ.54) ทางศูนย์ของเราก็ได้จัดการอบรมอีกครั้ง โดยจัดร่วมกับสำนักพิมพ์ บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จำกัด โดยมีวิทยากรที่สำนักพิมพ์ส่งมาครั้งนี้จากโรงเรียนกวดวิชาตามความเข้าใจของผมเอง ตอนแรกผมก็มีความรู้สึกขัดเคืองอยู่ในใจลึกๆ ว่า โรงเรียนกวดวิชาก็จะเน้นให้เด็กมีความรู้แค่สอบ แต่ไม่ได้พัฒนาด้านอื่นที่เป็นองค์ประกอบของการพัฒนาชีวิตของมนุษย์เท่าไหร่นัก  แต่เมื่อได้อ่านประวัติและเข้าฟังคำบรรยายหัวข้อเรื่อง เทคนิค การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาอย่างมีคุณภาพตามแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง พ.ศ. 2552-2561 ความคิดของผมก็เริ่มเปลี่ยน โดยมีประวัติของวิทยากรคร่าวๆ ดังนี้ครับ
วิทยากร : อาจารย์ณัทธนัท เลี่่ยวไพโรจน์ (ครูป๊อป)โรงเรียนพัฒนาความรู้สังคมศึกษา
35 อาคารวรรณสรณ์ ชั้น 10 เขตราชเทวี กทม. 10400 โทร. 0-84460-6615, 0-2306-0841-2
ภูมิหลัง ทางการ ศึกษา
ปริณณาโท : อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปริญญาตรี : ครุศาสตรบัณฑิต (สังคมศึกษา) เกียรตินิยม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สำหรับตำแหน่งหน้าที่ผลงานนั้น ท่านผู้สามารถค้นได้จากอากู๋(Google)
ส่วนครูป๊อบทำให้ความคิดผมเปลี่ยนอย่างไรนั้นพรุ่งนี้ค่อยว่ากันครับสำหรับวันนี้ชมคลิปวิดีโอการของครูป๊อปไปก่อนครับ ของ ETV สามารถไปดาวโหลดได้นะครับ
                                              
                                                                           




หมายเหตุ ผมไม่ได้รับค่าประชาสัมพันธ์ใดๆ แต่ตั้งใจเขียนด้วยความชื่นชมจริงๆ

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คลิปวิดีโอสอนพิเศษ

          ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ผู้เขียนไม่ค่อยได้มีเวลามาปรับปรุง Blog สักเท่าไร ด้วยเหตุที่ต้องมีภาระหน้าที่ประจำมากมายประกอบกับเป็นช่วงใกล้ปิดภาคเรียนที่ 2 ที่ต้องเร่งสอนให้ทันกับการสอบ O-NET ซึ่งก็ผ่านไปแล้วเมื่อวันที่ 19-20 ที่ผ่านมาแต่กระนั้นก็ดีก็ยังมีการสอบปลายภาคเรียนของนักเรียนชั้นอื่นๆ ที่ผู้เขียนต้องรับผิดชอบรวมไปถึงการสรุปโครงการต่าง แต่ถ้าไม่เข้ามาปรับปรุงเลยก็กลัวว่าท่านผู้อ่านที่เข้ามาประจำจะหนีหายไปเสียก่อน เผอิญผมได้ไปค้นคว้าข้อมูลต่างรวมทั้ง Clip Video จาก Youtobe ที่ติวเกี่ยวกับวิชาสังคม ถึงแม้ว่าการสอบ O-NET ของนักเรียนชั้น ม.6 ได้ผ่านไปแล้วแต่ก็มีหลายโรงเรียนยังไม่ได้สอบปลายภาค หรือชั้นอื่นๆที่เรียนชั้น ม.ปลาย ก็สามารถชมได้เพราะเขาสรุปเนื้อหาในระดับชั้น ม.ปลาย รวมไปถึง ครู-อาจารย์ที่สอนวิชาสังคมก็สามารถดูเพื่อเป็นการทบทวนเปรียบเทียบการสอนได้
เป็นอย่างดี ก็เลยนำมาฝากท่านผู้อ่าน
     สำหรับ Clip  สาระแรกเลยจะเป็นสาระภูมิศาสตร์ ของ อ.ชัย ลาภเพิ่มทวี จาก http://www.etvthai.tv


















วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ระเบียบการเข้าสอบ O-NET

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ผมได้เข้าประชุมการเป็นกรรมการสนามสอบ O-NET
ทุกปีที่มีปัญหามากที่สุดคือนักเรียนลืมบัตรประจำตัวมา แต่ทางสนามสอบให้ถ่ายรูปและให้อาจารย์ประจำโรงเรียนรับรองว่าเป็นนักเรียนจริง แต่ปีนี้ทาง สทศ.ไม่อนุญาติในกรณีต่อไปนี้โดยเด็ดขาด  
ถ้าไม่มีสิทธิสอบในรอบนี้ ก็ต้องไปสอบในรอบพิเศษที่กรุงเทพฯ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ประชาคมอาเซียน

     เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมาผมได้เข้าร่วมประชุมกลุ่มสาระ มีหัวข้อหนึ่งทางกลุ่มสาระได้นโยบายจาก สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา เขตที่ 41 เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีร่วมกับประชาคมอาเซียนในปี 2558 ได้แก่

      1. การเผยแพร่ความรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาเซียน เพื่อสร้างความตระหนัก และเตรียมความพร้อมของครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา และประชาชน

      2. การพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา นักเรียน และประชาชน ให้มีทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเพื่อนบ้าน

     3. การพัฒนามาตรฐานการศึกษา เพื่อส่งเสริมการหมุนเวียนของนักศึกษาและครูในอาเซียน และยอมรับในคุณสมบัติร่วมกัน ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค

     4. การเตรียมความพร้อม เพื่อเปิดเสรีการศึกษาในอาเซียน และ
     5. การพัฒนาเยาวชน เพื่อเป็นทรัพยากรในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
     จากหัวข้อประชุมดังกล่าว ทำให้สมาชิกหลายคนภายในกลุ่มเริ่มสงสัยหลายคนว่านโยบายนี้จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนเพราะว่าเรามีปัญหาพิพาทกันระหว่างไทยกับกัมพูชา
     หัวหน้ากล่าวสาระก็ได้ตอบว่า “จะเป็นจริงได้หรือไม่ได้นั้นก็เป็นเรื่องของการบริหารระดับประเทศจะแก้ปัญหากันไป แต่ดูแนวโน้มแล้วก็น่าจะเป็นจริงได้เพราะสมาชิกประชาคมอาเซียนไม่ใช่มีเฉพาะไทยกับกัมพูชาเท่านั้น มีต้องหลายประเทศ”
     หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับการเปิดเสรีร่วมกับประชาคมอาเซียน ก็หาอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนได้ที่นี่นะครับเป็นไฟล์ PDF หรือจะเข้าไปอ่านเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาก็ได้นะครับที่นี่เลยครับ แต่ถ้าอ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็ให้นึกถึงภาพอนาคตของอาเซียนเหมือนกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป(อียู)ในปัจจุบันก็แล้วกัน อาจจะแบบว่าไม่ใช่ก็ใกล้เคียง

     พูดถึงสหภาพยุโรป(อียู) แล้วผมได้ไปเจอบทสัมภาษณ์พิเศษ ของทีมข่าวอิศรา เว็บไซต์โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาการความสำเร็จการรวมตัวเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป คือ "แก้ปัญหาการเมืองผ่านเศรษฐกิจ"

     ผมขออนุญาตตัดแปะไว้ตรงนี้ก็แล้วกัน แต่ถ้าท่านสนใจข้อมูลข่าวด้านอื่นก็สามารถคลิกเข้าได้ที่นี่ตรงนี้เลยนะครับ

"ทีมข่าวอิศรา" ได้ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย ถึงมุมมองและบทบาทของสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีต่อปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางออกของปัญหาขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ อีกหลายประเด็น


O อียูมองปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร และวางบทบาทอย่างไรต่อปัญหาที่เกิดขึ้น?

     ประการ แรกคือเราติดตามปัญหา มองเห็นความสูญเสียที่เกิดกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ เราให้น้ำหนักตรงนี้ ฉะนั้นอียูจึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ซึ่งทำงานในระดับรากหญ้า เน้นที่กระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย องค์กรเหล่านี้เป็นพันธมิตรสำคัญของอียูที่ช่วยให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ ที่ต้องการอย่างแท้จริง

     ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการยุโรปมอบเงิน สนับสนุนโครงการหลากหลายของ องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมไปถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและดูแลสิ่งแวดล้อม การส่งมอบบริการทางสังคมขั้นพื้นฐาน การสร้างกระบวนการปรองดองผ่านการดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชน การต่อสู้กับการกีดกันและทำให้ไม่มีความสำคัญทางสังคม
     องค์กร เหล่านี้ก็เช่น ศูนย์ทนายความมุสลิม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นต้น งานของเราเน้นสนับสนุนให้ประชาชนกับรัฐทำงานร่วมกันได้ดี และเน้นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ให้ผู้ถูกจับกุมมีทนายแก้ต่างในคดีได้

O อยากให้ขยายความเรื่องการทำงานในระดับรากหญ้าที่อียูให้ความสนใจ?
     เราเน้นทั้งเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจชุมชน และสิ่งแวดล้อม เรามีโครงการช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจด้วย เช่น การทำฟาร์มกุ้ง และการสนับสนุนชุมชนเครือข่ายชาวประมงขนาดเล็กของ จ.ปัตตานี นี่คือตัวอย่างขององค์กรภาคประชาสังคมที่ได้รับการสนับสนุนจากอียู โดยทางชุมชนต้องการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดำรงไว้ซึ่งการเข้าถึง ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาชิกชุมชนต้องพึ่งพิงในการดำรงชีวิต ชาวบ้านในชุมชนปาตาบูดี (อยู่ใน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี) ได้ร่วมกันสร้างเพิงพักเรือบริเวณชายหาด เมื่อชาวประมงกลับจากการหาปลาในแต่ละวัน ชาวบ้านที่อยู่บนชายฝั่งก็จะช่วยกันเข็นเรือขึ้นไปพักเก็บไว้ในเพิง นี่เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่อียูให้ความช่วยเหลือ
     นอกจากนั้นยัง มีทูตอียูจากประเทศต่างๆ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นระยะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยพาเดินทางลงพื้นที่หลายครั้ง หลายช่วงเวลา แต่สถานที่ที่ไปเป็นสถานที่ที่ทางอียูเลือกเอง ไม่ได้ถูกพาไป หรือบางครั้งคณะทูตก็จะมากันเอง
    สิ่งที่ผมอยากฝากก็คือ เราอยากให้เกิดสันติภาพ สันติสุข และการปรองดองแก่คนในพื้นที่ให้มากที่สุด


O การที่อียูมีประสบการณ์เรื่องการรวมตัวกันเป็นสหภาพ ก้าวข้ามเรื่องพรมแดนและเส้นเขตแดนของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนกำลังก้าวตาม อยากทราบว่ามีการจัดการปัญหาหรือข้อพิพาทในระดับทวิภาคีอย่างไร เทียบกับกรณีที่กำลังเกิดปัญหาอยู่ในอาเซียน คือกรณีพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา?
     อียูเป็นดินแดน ที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมา ฝรั่งเศสกับเยอรมนีมีปัญหาชายแดนระหว่างกันเป็นประจำ อียูพยายามแก้ไขปัญหาการเมืองผ่านเศรษฐกิจ พยายามทำให้การค้าสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้กับทุกประเทศ สร้างรายได้ สร้างการค้าร่วมกัน ฉะนั้นเมื่อมีอียูจึงไม่มีสงครามอีก
     กรณีของไทยกับกัมพูชาก็มีอาเซียนดูแลอยู่ ฉะนั้นต้องสนับสนุนให้มีความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยผ่านการเจรจา เพราะการเจรจาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ควรทำสงครามต่อกัน ความเป็นจริงผู้นำของทั้งสองประเทศก็เคยทำงานร่วมกันมาในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศก็มีกลไกหลายระดับ สามารถใช้พูดคุยเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันได้


O โครงการ EU Travelling Tour of Thailand 2011 มีวัตถุประสงค์อะไร และทำไมถึงเลือกมาจัดในภูมิภาค (อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา)?
     การจัดกิจกรรมในภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญในฐานะของทูตของสหภาพยุโรปที่ เห็นว่าประเทศไทยมีมากกว่ากรุงเทพฯ เรามีความตั้งใจที่จะเดินทางไปทั่วประเทศทุกภูมิภาค ทั้งเชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่เป็นหลักในภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับสหภาพยุโรปให้มากขึ้น และในครั้งนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น

O ทุนอีราสมุส มุนดุส เปิดโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่ภาคใต้แค่ไหน อย่างไร?
     ทุนนี้เป็นทุนใหญ่ที่ทางอียูให้กับนักเรียนทั่วโลกและประเทศไทย ปัจจุบันมีนักเรียนไทยได้รับทุนนี้มากถึง 260 คน ทุนอีราสมุส มุนดุสมี 2 แบบ คือทุนที่ให้กับนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร กับทุนที่ต้องเซ็นสัญญาตกลงเป็นการเฉพาะกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นทุนที่ให้ในเรื่องการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก รวมทั้งทุนวิจัยทุกด้าน ให้ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
     สำหรับ เฉพาะในภาคใต้ ล่าสุดอียูได้เซ็นสัญญาตกลงกับทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้กันที่ไว้สำหรับนักศึกษาจาก ม.อ.จำนวน 22 ทุน และอีก 29 ทุนเป็นทุนสำหรับบุคลากรกับอาจารย์ กระจายแบ่งกับมหาวิทยาลัยอื่นด้วย


O การจัด English debate training ที่ส่งเสริมการแสดงความคิดเห็นต่าง มีรายละเอียดอย่างไร?
     ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่มีการจัดอบรมเกี่ยวกับการโต้วาทีภาษาอังกฤษ ระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย มีนักศึกษาจาก ม.อ.จำนวน 10 คนเข้าอบรมและแข่งขันด้วย นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นเป็นภาษาอังกฤษได้ดี อยากให้นักศึกษา ม.อ.และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในภาคใต้ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ให้มากขึ้นในปี 2554
     อีกโครงการหนึ่งที่อียูกำลังทำคือโครงการถนนปลอดภัย หรือ Road Safety เหตุผลประการแรกที่ทำโครงการนี้เพราะเห็นว่าในเมืองไทยมีเยาวชนที่ใช้รถใช้ ถนนอย่างไม่ปลอดภัยจำนวนมาก ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ เราจึงร่วมมือกับทาง ม.อ.จัดตั้งศูนย์ Center of Excellence เพื่อให้ความรู้ โดยเน้นการสร้างศักยภาพของบุคลากรในการให้ความรู้กับประชาชนทั่วไปในเรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โครงการนี้ใช้งบประมาณ 16 ล้านบาท เป็นศูนย์สำหรับภาคใต้ทั้งหมดรวมทั้งของเอเชียด้วย โดยจะเปิดศูนย์ในเดือน พ.ค.นี้


O บทบาทของอียูและการมีทูตอียูประจำประเทศไทยช่วยให้ประชาคมโลกมีความเข้าใจประเทศไทยดีขึ้นแค่ไหน?
     เมืองไทยมีกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางและเป็นที่รวมของสื่อมวลชนนานาชาติ ทั้งซีเอ็นเอ็น อัลจาซีราห์ บีบีซี แม้กระทั่งสื่อของฝรั่งเศส สื่อเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงทำให้ประชาคมโลกเข้าใจไทยได้มากขึ้นพอสมควร ขณะที่ไทยเองก็ประเทศเปิด มีความเป็นอิสระ ผมทำงานการทูตสาธารณะ เดินทางไปทั่วโลก เห็นว่าสิ่งที่ไทยกำลังทำนั้นดีแล้ว


ที่มาสัมภาษณ์พิเศษ โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย



วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ท่องไพร 3


(ต่อจากเมื่อวานนี้ครับ)           
     ผมเดินไปขึ้นบนภูดู..เฮ้ยไม่ใช่ กลอนจะพาไปอยู่เรื่อยเลย.. เจ้าหน้าที่ของสถานีควบคุมไฟป่า ก็ชี้ให้ผมดูรอยหมูป่ามาหาของกิน พร้อมรอยสัตว์ต่างๆส่วนใหญ่ก็จะเป็นสัตว์เล็กๆ ต้นไม้ส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะเป็นป่าไผ่เสียเป็นส่วนใหญ่ พอเดินขึ้นบนยอดเขาเริ่มมีต้นไม้ใหญ่ให้เห็นบ้าง ผมไม่รู้ว่าเป็นต้นอะไร แต่ที่ผมสนใจก็คือเฟินชายผ้าสีดาอยู่บนยอดไม้สูงลิ่ว ผมก็เลยเล็งกล้องถ่ายรูปมาให้ท่านผู้อ่านได้ชมกัน เดี๋ยวจะหาว่าผมโม้ไปเรื่อยเปื่อย พร้อมทั้งไปลอกกลอนมาเทียบเคียงด้วยเพราะพันธ์ไม้นี้ดันไปชื่อเดียวกับนางวรรณคดีรามเกียรติ์

เฟินชายผ้าสีดา

บนคาคบสบไม้มองไปเห็น           

เฟินงามเด่นด้วยใบเขียวใหญ่หนา
ใบหนึ่งกว้างอย่างกาบนาบตรึงตรา      โอบต้นหนาติดแน่นดั่งแอ่นรอ


อีกใบหนึ่งกึ่งห้อยย้อยฉีกแยก      
หลายกิ่งแฉกเฉกเขาเหล่ากวางหนอ
ดั่งผืนผ้าราคาดีที่ทักทอ  
วางพาดล้อลมพัดสบัดไกว

หรือสีดาชายารามผู้งามพริ้ง          
ปล่อยผ้าทิ้งทอดมาคาไม้ใหญ่
หลังผูกศอก่อติดสนิทไว้
ทิ้งร่างให้ห้อยลงหวังปลงตาย

ด้วยทศกัณฐ์มันห่ามรวนรามหนัก
แต่รามลักษมณ์ลับลี้ดั่งหนีหาย
ไม่อยากทู้อยู่ไปให้แสนอาย          
จึงเห็นชายผ้าสีดามาให้ชม  

  นกตะวัน
 จากเว็บไซต์   Thaipoem

               การเดินขึ้นที่สูงนี่ก็ดีอย่างหนึ่งเพราะจะได้ตรวจสอบร่างกายว่ามีความแข็งแรงหรือไม่ เพราะมีผู้รู้เคยบอกว่าถ้าเราเดินขึ้นบันใดตึกแค่ชั้นสองชั้นแล้วเหนื่อยง่าย มีอาการหอบตามมาท่านว่าให้ไปตรวจร่างกายด่วน เพราะว่าอาจเป็นโรคหัวใจเบื้องต้น  แต่วันนี้ผมได้เดินขึ้นไปมากพอสมควรก็ไม่มีอาการดั่งที่ว่า เป็นอันว่าโรคหัวใจรั่วไม่เป็นแน่ๆ แต่โรคใจง่ายนี่ไม่ใจเหมือนกัน (ฮา)
               หลังจากขึ้นมาบนยอดเขาตามเป้าหมายแล้วเจ้าหน้าที่ก็พาเราลงเขาทีนี้และเป็นเรื่องละเพราะผมดูแลเนตรนารี ขึ้นชื่อว่าเนตรนารีก็น่าจะรู้ว่าเป็นเด็กผู้หญิง เป็นทอมก็อาจจะมีบ้างแต่อย่างไรก็เป็นผู้หญิงอยู่ดี บางคนยืนเก้ๆกังๆ ไม่กล้าลงเพราะทางลงเขามันชันมาก เจ้าหน้าที่ก็แนะนำวิธีเดินให้ เด็กบางคนกล้าเดินบางคนก็ไม่กล้า ผมก็แนะนำให้จับมือกันค่อยๆ ลงไป กว่าจะมาถึงจุดหมายที่เจ้าหน้าที่ได้เตรียมไว้สาธิตการใช้ชีวิตในป่าอย่างไรให้อยู่รอดก็ทุลักทุเลน่าดู
เนตรนารีกำลังเดินลงเขา บางคนก็จับมือกันค่อยๆเดินลง
               ลงมาถึงริมธาร เจ้าหน้าที่ก็สั่งให้ทุกคนหยุดพักรับประทานอาหารที่เตรียมมา ผมก็เลยหยิบห่อข้าวที่กองลูกเสือเขาเตรียมให้มาเป็นข้าวคลุกกะปิถึงไม่ถูกโฉลกกับผมนักเพราะอย่างผมต้องแจ่วบองครับ ..อิอิ แต่ก็อร่อยสุดๆละครับวันนั้น แม้แต่ข้าวปล่าวๆ ผมก็ว่าอร่อยแน่นอน เพราะว่ามันหิวแล้ว...ในระหว่างกินข้าวไป เจ้าหน้าที่ก็อธิบายการใช้ชีวิตในป่า การดับไปไฟป่าทำอย่างไร
พร้อมทั้งสาธิตการหุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่ ส่วนลูกเสือและเนตรนารีนั้นฟังบ้างไม่ฟังบ้างก็แล้วแต่จริตของเด็ก เมื่อพักรับประทานอาหารเสร็จสัพเรียบร้อยก็เดินทางเลาะลำธารเข้าที่พักเป็นทางเรียบไม่ไกลประมาณ 2 กิโลเมตร ทุกคนกลับสู่ที่พักโดยสวัสดิภาพ....ครับผ๊ม............
(ไม่มีต่อแล้วครับแค่นี้ครับ)
เจ้าหน้าที่กำลังสาธิตการใช้ชีวิตในป่าและการหุ่งข้าวด้วยกระบอกไม้ใผ่
แถมอีกภาพ ผู้กำกับสาวสวยดูหน้าก็รู้ว่าเธอไม่เหนื่อย ส่วนไอ้คนเสื่อสีส้มผมไม่ได้ตั้งใจถ่ายมันหรอก หุหุ

อ่าน ท่องไพร 1  และ ท่องไพร 2 ที่นี่ครับ