วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

ลาวครั่ง


เวลาผมไปรับประทานอาหารกับเพื่อนหรือแม้แต่ญาติทางฝ่ายภรรยาของผม มักจะเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นลาวทางภาคอีสาน เขาก็จะสั่งลาบข้าวเหนียวส้มตำมาให้ผมทาน ผมก็จะสั่งข้าวสวยมาจานหนึ่งเสมอซึ่งญาติๆทางฝ่ายภรรยาหรือเพื่อนๆ ก็จะมองหน้าอย่างสงสัยว่าเป็นลาวอย่างไงไม่กินข้าวเหนียว ผมก็บอกไปว่าผมกินข้าวเหนียวแล้วผมจะง่วงมาก ผิดกับเพื่อนผมที่เป็นคนอีสานมันบอกว่าถ้ากินเข้าจ้าว (ข้าวสวย) บอกว่าไม่อิ่มท้อง
               ตอนสมัยเด็กๆ ผมสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมเราถึงพูดไม่ค่อยเหมือนกับเพื่อนๆ หมู่บ้านข้างเคียงที่เขาย้ายมาจากภาคอีสาน ยิ่งอายุเข้าวัยรุ่นไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่อีกหมู่บ้านหนึ่งเขาพูดแบบผมแต่สำเนียงออกทางสุพรรณ คุณอาของผมเขาได้สามีเป็นคนนครปฐมเขาก็พูดเหมือนผมแต่ออกเสียงเหน่อแบบสุพรรณ เวลาไปเรียนหนังสือกับเพื่อนก็มักจะถูกล้อว่า ไอ้ลาวขี้ครั่ง หรือไม่ก็ ลาวกะลา คือในสมัยนั้นมักพูดคำสร้อยว่า กะลา สมัยนี้ไม่รู้ว่ามีหรือไม่เพราะผมเองได้ย้ายจากบ้านเกิดมานานพอสมควร
               เคยสอบถามพ่อว่าทำไมเขาเรียกว่าลาวครั่ง พ่อก็อธิบายไม่ได้ แต่พ่อก็เล่าว่า บรรพบุรุษเล่าต่อๆ กันมาว่าได้ถูกกวาดต้อนจากหลวงพระบางเข้ามา นานแล้ว กลับบ้านไม่ได้ค้างอยู่ไทย จากค้างก็เพี้ยนเป็นครั่ง (อันนี้เป็นการคาดเดาของคุณพ่อผมเองครับไม่มีงานวิจัยรองรับนะครับ..ฮา..)
               คุณพ่อและคุณแม่ผมเป็นคน อำเภอทับทัน จังหวัดอุทัยธานี ย้ายมาอยู่ อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร คนแถวทับทันย้ายมาอยู่คลองขลุงเยอะมากหลายหมู่บ้าน ไล่มาตั้ง โนนดุม โนนทัน กระโตนเตี้ย เกาะลำไย โนนมะกอก  ฯลฯ  ส่วนวังตาล่อมจะเป็นลาวครั่งมาจากนครปฐมและสุพรรณ 
               จากการที่เคยได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่เคยได้เรียนหนังสือหรือทำงานที่เป็นลาวครั่งด้วยกันมีลาวครั่งแทรกซึมอยู่หลายจังหวัดในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เพื่อให้เนื้อหาในบล็อกนี้เป็นวิชาการสักหน่อยก็ไปคว้าบทความบางตอนของคุณอร่าม  กาฬภักดี,สิบตรีประกาศิต  แปลนพิมาย    จากเว็บไซต์ของเทศบาลตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช  จังหวัดสุพรรณบุรี 
ไปรดน้ำดำหัว ในวันสงกรานต์ ปี 2551 

ประวัติความเป็นมาของคนไทยเชื้อสายลาวครั่ง
               ประวัติความเป็นมาของลาวครั่งนั้น   จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่าบรรพบุรุษได้อพยพมาจากอาณาจักรเวียงจันทร์ และหลวงพระบางพร้อมกับลาวกลุ่มอื่นๆได้อพยพเข้ามาที่ประเทศไทยด้วยเหตุผลที่ทางการเมืองและเป็นเชลยศึกยามสงคราม อาศัยอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย
               สิริวัฒน์ คำวันสา (2529 : 20)     ได้กล่าวว่าลาวครั่งเป็นชื่อของภาษาและกลุ่มผู้มีเชื้อสายลาวกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในภาคกลางของประเทศไทยเช่นในจังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดอุทัยธานี ฯลฯ ลาวครั่งมักจะเรียกตนเองว่า "ลาวขี้ครั่ง" หรือ "ลาวคั่ง" ความหมายของคำว่า "ลาวครั่ง" ยังไม่ทราบความหมายที่แน่ชัดบางท่านสันนิฐานว่ามาจากคำว่า "ภูฆัง" ซึ่งเป็นชื่อของภูเขาที่มีลักษณะคล้ายระฆัง อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ
ของหลวงพระบางในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อันเป็นถิ่นฐานเดิมของลาวครั่ง
               วัลลียา วัชราภรณ์ (2534 : 11-12) ได้สรุป จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อแน่ว่าชาวลาวครั่งถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทยในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีปีพุทธศักราช 2321 และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในปีพุทธศักราช 2334 ไม่ปีใดก็ปีหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะไทยยกกองทัพไปตีเมืองหลวงพระบาง และกวาดต้อนครอบครัวของชาวลาวมาในช่วงนั้น เนื่องจากแพ้สงคราม ลักษณะทั่วไปของลาวครั่ง คือมีรูปร่างค่อนข้างไปทางสูงหรือสันทัด ทั้งหญิงและชายผิวค่อนข้องเหลือง ตาสองชั้น ใบหน้าไม่เหลี่ยมมากจมูกมีสันผมเหยียดตรง ชอบนุ่งผ้าสิ้นคลุมเข่า นุ่งซิ่นหมี่มีดอก ลาวครั่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในการทอผ้าเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆโดยเฉพาะเทศกาลต่างๆจากเอกสารของนักวิจัยที่ทำการค้นคว้าและศึกษาอาจจะสรุปความหมายของ  ลาวครั่ง ได้ 2 ประเด็น คือ
                ประเด็นที่ 1  มาจากชื่อของภูเขา ในอาณาเขตของอาณาจักรหลวงพระบาง   ที่มีรูปร่างเหมือนกับระฆัง จึงทำให้เรียกชื่อตามนั้น คือ ลาวภูฆัง และ เรียกกันจนเพี้ยนกลายเป็น ลาวครั่ง
                ประเด็นที่ 2  สันนิษฐานว่าสาเหตุที่เรียกชื่อกลุ่มของตนเองมาตั้งแต่โบราณว่า  ลาวครั่ง   เป็นการเรียกตามชื่อของครั่งที่นิยมนำมาใช้ย้อมสีผ้าให้เป็นสีแดง เพื่อใช้ในการทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม
               
ขอขอบคุณ เนื้อหาบางตอนจาก เว็บไซต์เทศบาลตำบลบ่อกรุ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น