3. ประเภทของรัฐ แบ่งโดยอาศัยเกณฑ์ต่างๆ ได้ดังนี้
1) เกณฑ์อำนาจแห่งรัฐ รัฐจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ
![]() |
| ภาพจากวิกิพิเดีย |
(1) รัฐเดี่ยวหรือเอกรัฐ หมายถึง รัฐที่มีการปกครองที่ให้รัฐบาลกลางแต่เพียงระดับเดียวมีอำนาจปกครองในรัฐ ทั้งนี้โดยใช้วิธีการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง
(2) รัฐรวมหรือรัฐคู่ หมายถึง รัฐที่มีรัฐบาล 2 ระดับ คือ รัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ (ท้องถิ่น) ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะแบ่งแยกอำนาจการปกครองจากกันตามรัฐธรรมนูญกำหนดโดยรัฐบาลกลางจะมีอำนาจควบคุมกิจการสำคัญของรัฐ เช่น การต่างประเทศ การคลัง การทหาร เป็นต้น ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นจะดูแลกิจการสาธารณูโภค สาธารณูปการ การศึกษา รัฐรวมเน้นการปกครองแบบกระจายอำนาจจากส่วนกลาง และสามารถสังเกตได้จากชื่อนำหน้ารัฐนั้น เช่น สหรัฐ สหพันธรัฐ สหภาพ สมาพันธรัฐ (ยกเว้นบางรัฐ เช่น ออสเตรเลียแคนาดา เป็นต้น)
![]() |
| สหรัฐอเมริกา รูปแบบเป็นรัฐรวม ภาพจากอินเทอร์เน็ต |
สาระ | รัฐเดี่ยว | รัฐรวม |
1. 2. 3. 4. 5. | มีรัฐบาลกลางที่มีอำนาจบริหารเด็ดขาดเพียงรัฐบาลเดียว ใช้วิธีปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง มักมีพื้นที่ขนาดเล็ก มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวทางประวัติศาสตร์ เชื้อชาติ และวัฒนธรรม ตัวอย่างประเทศ:ไทย สหราชอาณาจักร(อังกฤษ) ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สเปน ฯลฯ | มีรัฐบาลมลรัฐหรือรัฐบาลท้องถิ่นแบ่งอำนาจการปกครองที่ไม่สำคัญไปบริหารเอง ใช้วิธีปกครองแบบกระจายอำนาจ มักมีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีความหลากหลายทางประวัติศาสตร์ เชื้อชาติ ตัวอย่างประเทศ:แคนาดา อินเดีย ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ |
2) เกณฑ์ประมุขของรัฐ รัฐจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ
(1) รัฐราชอาณาจักร คือ รัฐซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยการสืบสันติวงศ์ซึ่งแบ่ง
ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งฝ่ายบริหารและพิธีการ
2. แบบปริมิตาญาสิทธิราชย์ คือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทางพิธีการอย่างเดียว
(2) สาธารณรัฐ คือ รัฐูที่ประมุขเป็นสามัญชน เข้าสู่ตำแหน่งโดยการเลือกตั้งเป็นส่วนใหญู่
ประมุขมักเป็นประธานาธิบดี ซึ่งมี 2 ประเภท คือ
1. แบบประมุขทางพิธีการอย่างเดียวโดยไม่มีอำนาจบริหาร เช่น ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ฯลฯ
2. แบบประมุขทั้งพิธีการและบริหาร เช่น ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ฯลฯ
3) เกณฑ์ ขนาดของดินแดน รัฐจะแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ
(1) รัฐนคร คือ รัฐมีอาณาเขตจำกัดเพียงเมืองเดียว เช่น นครวาติกัน สิงคโปร์ ซานมาริโน
อันดอร์รา โมนาโก เป็นต้น
(2) รัฐประชาชาติ คือ รัฐที่มีเมืองหลายเมือง แต่มีเมืองหลวงเดียว ซึ่งมีอำนาจเหนือประชาชน
ของตน ส่วนใหญ่คือประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบัน
(3) รัฐจักรวรรดินยม คือ รัฐซึ่งใช้อำนาจบีบบังคับรัฐอื่นๆ ให้มาอยู่ใต้การปกครองเป็นอาณานิคมของตน เช่น จักรวรรดินิยมอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่นในอดีต ปัจจุบันไม่มีรัฐแบบนี้แล้ว.
4. หน้าที่ของรัฐ รุ่นมีหน้าที่ดังนี้
1) ให้ความมั่นคงปลอดภัยแกประชาชน ทั้งในด้านร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สิน
2) รักษาเอกราชและอธิปไตยของประเทศ
3) สร้างความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม
4) ไห้ความเสมอภาคและความเป็นธรรมแก่ประชาชน โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา การ
ประกอบอาชีพ รายได้ ฯลฯ
5) ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน ได้แก สิทธิเสรีภาพในร่างกายและทรัพย์สิน การพูด การนับถือศาสนา ฯลฯ
6) ให้สวัสดิการและบริการต่างๆ แก่ประชาชน เช่น การสาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัย อาหาร เป็นต้น
7) รักษาวัฒนธรรมและมรดกของชาติ เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ
8) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ
5. บทบาทและหน้าที่ของพลเมืองของรัฐ
บทบาทและหน้าที่ของพลเมืองที่ดีแห่งรัฐู มี 5 ประการคือ
1) ต้องเคารพกฎหมาย 2) ต้องมีหน้าที่ป้องกันรัฐ 3) ต้องมีหน้าที่เสียภาษี
4) ต้องให้ความร่วมมือกับรัฐ 5) ต้องไม่สร้างปัญหาให้กับรัฐ
6. หลักการใช้อำนาจในการปกครองรัฐ มี 3 แบบ คือ
1) หลักการรวมอำนาจไว้ที่สวนกลาง
หลักการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง หมายถึง การให้กระทรวง ทบวง กรมซึ่งตั้งอยู่ไนเมือง
หลวงมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการอันเป็นหน้าที่ของรัฐ
2) หลักการกระจายอำนาจ
หลักการกระจายอำนาจหมายถึง การให้ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ใช้อำนาจการปกครองบางอย่าง
ได้ หรือมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการบางอย่างเพื่อประโยชน์สุขของตนเองได้ตามที่ปรารถนา โดยองค์กรการปกครองท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจที่จะทำกิจการต่างๆ ได้เอง
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของหลักการรวมอำนาจและกระจายอำนาจ
สาระ | ข้อดี | ข้อเสีย |
1. แบบรวมอำนาจ | 1. รัฐบาลมีเอกภาพในการบริหาร 2. การจัดเก็บภาษี ระดมทรัพย์ยากร และวางแผนพัฒนากระจายความเจริญไปได้ทั่วไปประเทศ 3. ป้องกันประเทศได้ง่าย | 1. ล่าช้าในการบริหาร 2. ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นไม่ได้รับการตอบสนอง 3. ประชาชนท้องถิ่นไม่มีโอกาสปกครองตนเอง |
2. แบบกระจายอำนาจ | 1. ความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้รับการตอบสนอง 2. ประชาชนท้องถิ่นมีโอกาสปกครองประเทศตนเองและพึ่งตนเอง 3. ลดภาระของรัฐบาลกลาง | 1. เสียงบประมาณในการจัดตั้งองการปกครองท้องถิ่นและเลือกตั้งมาก 2. รัฐบาลกลางไม่สามารถวางแผนจัดสรรทรัพยากรกระจายไปทั่วประเทศได้ 3. รัฐบาลขาดเอกภาพ และถ้าปล่อยให้ท้องถิ่นมีอิสระมาก อาจนำไปสู่การแบ่งแยกรัฐใหม่ |
3) หลักการแบ่งอำนาจ
หลักการแบ่งอำนาจ หมายถึง การที่กระทรวง ทบวง กรม ที่ตั้งอยู่ในนครหลวง แบ่งอำนาจ
ในการบริหารกิจการบางอย่างให้แก่ข้าราชการในสังกัดของตนที่ไปประจำอยู่ในภูมิภาค (การปกครองส่วนภูมิภาค) คือ จังหวัดและอำเภอ ทั้งนี้เพื่อให้ข้าราชการเหล่านั้นสามารถตัดสินใจในการทำกิจการต่างๆ เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
การรวมอำนาจปกครอง ( Centralization ) | การแบ่งอำนาจปกครอง ( Deconcentration ) | การกระจายอำนาจปกครอง (Decentralization ) |
ลักษณะสำคัญ มีการรวมกำลังทหารและตำรวจไว้ที่ส่วนกลาง รวมอำนาจการวินิจฉัยไว้ส่วนกลาง มีลำดับขั้นการบังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ลดหลั่นกันลงไป จุดแข็ง ทำให้อำนาจรัฐมั่นคง อำนวยการบริการและเกิดประโยชน์โดยเสมอหน้า ก่อให้เกิดการประหยัดกว่าการกระจายอำนาจการปกครอง รักษาเอกภาพในการปกครองและการบริหารงาน มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถดีกว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น จุดอ่อน ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทุกอย่างให้เกิดผลดีทุกท้องที่อย่างทั่วถึง ระเบียบแบบแผนมมากมายหลายขั้นตอน ไม่สอดคล้องกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเนื่องจากไม่กระจายอำนาจให้ประชาชนมีอิสระ ในการปกครองตนเอง ไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง | ลักษณะสำคัญ ต้องมีรัฐบาล เป็นการบริหาร ราชการส่วนกลาง มีหน้าที่เป็นตัวแทนส่วนกลาง ออกไปฏิบัติหน้าที่ ส่วนกลางแบ่ง/มออำนาจในการบริหารงานบางส่วนบางเรื่อง โดย มิได้ตัดอำนาจจากส่วนกลางอย่างเด็ดขาด จุดแข็ง เป็นก้าวแรกสู่การกระจายอำนาจการปกครอง ทำให้การปฏิบัติราชการตามเขตการปกครองสำเร็จลุล่วงไปโดยเร็ว มีการประสานระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นดีขึ้น มีประโยชน์สำหรับประเทศที่ประชาชนยังไม่มีความพร้อมอย่าง เต็มที่ จุดอ่อน การส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางออกไปในแต่ละพื้นที่ แสดงว่ารัฐบาลยังไม่เชื่อความสมารถของท้องถิ่น ถ้าส่วนกลางแบ่งมอบอำนาจให้น้อย การบริหารจะยิ่งช้า ไม่เป็นธรรมเนื่องจากใช้ทรัพยากรการบริหาร (คน) มาจากท้องถิ่นอื่น | ลักษณะสำคัญ มีการจัดตั้งองค์กรเป็นนิติบุคคลเพิ่มขึ้นจากส่วนกลาง มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นแลผู้บริหารท้องถิ่น มีอำนาจอิสระในการปกครองตนเองได้ตามสมควร มีงบประมาณและรายได้เป็นของท้องถิ่นเอง มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเป็นของท้องถิ่นเอง จุดแข็ง ตอบสนองความต้องการของ ท้องถิ่นได้ดีขึ้น แบ่งภาระของส่วนกลางได้บ้าง ราษฎรมีความสนใจ รู้จักรับผิดชอบในการปกครองท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น จุดอ่อน อาจทำลายเอกภาพทางการปกครองและความมั่นคงของประเทศ ประชาชนเพ่งเล็งประโยชน์ของท้องถิ่นมากกว่าส่วนรวม อาจมีการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งกับคู่แข่งหรือพรรคตรงข้าม มีความสิ้นเปลืองมาก ต้นทุนสูง |


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น