วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การจัดระเบียบสังคม

            สังคมเป็นที่รวมของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป  เมื่อมีการรวมกลุ่มของกลุ่มบุคคลเพิ่มมากขึ้นสังคมก็ยิ่งมีความแตกต่างในหลายๆ  ด้านเกิดขึ้นความแตกต่างดังกล่าว หากมีการควบคุมและจัดระเบียบของกลุ่มและในสังคมที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว  สังคมก็อาจสับสนวุ่นวายขึ้นได้
ภาพจาก เว็บ somdejpolice
ความหมายของการจัดระเบียบสังคม  
          การจัดระเบียบสังคม เป็นกระบวนการที่สมาชิกได้พัฒนาการกระทำระหว่างกันทางสังคมอย่างมีระเบียบ  โดยมีสมาชิกส่วนรวมของสังคมไทยยอมรับเป็นแนวความประพฤติร่วมกันและสืบทอดจนเป็นบรรทัดฐานในการดำรงชีวิตร่วมกันของสมาชิกในสังคม
          สาเหตุที่ต้องมีการจัดระเบียบสังคม
          1. สมาชิกในสังคมมีความแตกต่างกัน
          2. แต่ละคนมุ่งแต่ผลประโยชน์ของตน  จนเกิดความขัดแย้งได้
          ความจำเป็นที่ต้องมีการจัดระเบียบสังคม
          1. เนื่องจากสมาชิกในสังคมมีความแตกต่าง  ทั้งในทางกายภาพและในทางสังคม
          2. เนื่องจากสมาชิกในสังคมมีวัตถุประสงค์และมีความต้องการร่วมกันในสังคมมนุษย์ทุกๆ สังคมสมาชิกแต่ละคนย่อมมีความต้องการพื้นฐานร่วมกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์และความต้องการนั้น
          3. เพื่อป้องการขัดแย้งระหว่างสมาชิกในสังคม ธรรมชาติของมนุษย์  คือ  การต่อสู้ การใช้อำนาจ  ดังนั้นจึงต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกในสังคมราบรื่น
 วิธีการจัดระเบียบทางสังคม  
     1. บรรทัดฐาน
     2. สถานภาพ บทบาท  และการจัดชั้นยศ
     3. ค่านิยม
     4. การขัดเกลาทางสังคม
     5. การควบคุมทางสังคม
 องค์ประกอบของการจัดระเบียบ
     บรรทัดฐานทางสังคม  หมายถึง  ระเบียบ กฎเกณฑ์  หรือแบบแผนของพฤติกรรมที่สังคมยอมรับเป็นแนวทางให้สมาชิกประพฤติปฏิบัติในแต่ละสถานการณ์  สรุปได้ว่า...
    1. บรรทัดฐานทางสังคม  เป็นระเบียบ กฎเกณฑ์ หรือแบบแผนของพฤติกรรมที่สมาชิกในสังคมยอมรับร่วมกัน และได้ประพฤติสืบต่อกันมา
    2. บรรทัดฐานทางสังคมเป็นระเบียบ  กล่าวคือ  แบบแผนความประพฤติที่เห็นว่าถูกต้องในสถานการณ์หนึ่งอาจนำไปใช้ในอีกสถานการณ์หนึ่งไม่ได้

ประเภทของบรรทัดฐานทางสังคม
    1. วิถีประชา/วิถีชาวบ้าน (Folkways)  หมายถึง  แบบแผนความประพฤติที่สมาชิกปฏิบัติด้วยความเคยชิน เนื่องจากได้รับการปลูกฝังถ่ายทอดมาตั้งแต่วัยเด็กจนเติบใหญ่  แม้ว่าจะไม่มีการกำหนดโทษผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนอย่างเข้มงวด  แต่อาจถูกคนอื่นเยาะเย้ย ถากถาง หรือได้รับการนินทา ทำให้สมาชิกต้องปฏิบัติตามวิถีชาวบ้าน  จนเกิดความเป็นระเบียบทางสังคมในที่สุด
    2. จารีต  (Mores) หมายถึง  แบบแผนความประพฤติที่สมาชิกปฏิบัติในสถานการณ์ต่าง ๆ  โดยผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนจะได้รับการต่อต้านจากสมาชิกในสังคมอย่างจริงจัง เนื่องจากมีผลกระทบต่อระบบสัมพันธ์ของสมาชิกเป็นส่วนรวม
    3. กฎหมาย (Laws)  หมายถึง  กฎเกณฑ์ของความประพฤติซึ่งสร้างขึ้นโดยองค์การทางการเมืองการปกครอง และโดยได้รับการรับรองจากองค์กรของรัฐ
        กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่มีลักษณะสำคัญ  ดังนี้
           1) เป็นกฎเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคมที่บัญญัติเป็นทางการโดยองค์การของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการบัญญัติกฎหมาย
           2) มีการประกาศรายละเอียดของกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร
           3) มีองค์การที่หน้าที่ควบคุมให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎหมาย
           4) มีบทลงโทษผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนกฎหมาย        
ข้อสังเกตเกี่ยวกับบรรทัดฐาน
1. บรรทัดฐานแต่ละท้องถิ่นสอดคล้องหรือแตกต่างก็ได้
2. บรรทัดฐานแต่ละท้องถิ่นสามารถเปลี่ยนแปลงได้
3. สังคมชนบทมักใช้จารีตมากกว่า  ส่วนสังคมเมืองมักใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐาน

ความสัมพันธ์ของคนในสังคม
     สถานภาพ (Status) : ตำแหน่งที่ได้รับจากการเป็นสมาชิกของสังคมหรือฐานะทางสังคม (Social Position) ของคนในสังคมที่ถูกกำหนดไว้และดำรงอยู่ 
สถานภาพทางสังคม  หมายถึง  ตำแหน่งของบุคคลซึ่งได้มาจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มและของสังคม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการจัดระเบียบสังคม  เนื่องจากการกระทำระหว่างสมาชิกในสังคมย่อมเป็นไปตามสถานภาพที่ตนดำรงอยู่
ประเภทของสถานภาพทางสังคม
          1) สถานภาพทางสังคมโดยกำเนิด (Ascribed Status) เป็นสถานภาพทางสังคมที่สมาชิกได้รับโดยกำเนิด ที่สำคัญได้แก่ เชื้อชาติ สัญชาติ เพศ (ชายหรือหญิง) อายุและสถานภาพอันเกิดจากการเป็นสมาชิกในครอบครัว เหล่านี้นับเป็นสถานภาพโดยกำเนิดทั้งสิ้น
          2) สถานภาพทางสังคมโดยความสามารถของบุคคล (Achieved Status) เป็นสถานภาพทางสังคมที่เกิดจากการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับสถานภาพโดยถือความสามารถตามเกณฑ์ที่สังคมกำหนด
          3) ผลอันเกิดจากสถานภาพทางสังคม  มีดังนี้
               (1) ทำให้เกิดสิทธิและหน้าที่
               (2) ทำให้เกิดเกียรติยศจากสถานภาพทางสังคมที่สมาชิกดำรงอยู่
               (3) ทำให้เกิดการจัดช่วงชั้นทางสังคม
ที่มาของสถานภาพ  
1. สถานภาพที่ติดตัวมา  เช่น  อายุ, เพศ, ชาติกำเนิด, เชื้อชาติ
2. สถานภาพที่ได้มาภายหลัง  เช่น  สถานภาพระบบเครือญาติ, สถานภาพทางการศึกษา, อาชีพ
หน้าที่ของสถานภาพ
1 . กำหนดบทบาท
2 . ใช้ในการติดต่อร่วมกันใน สังคมขนาดใหญ่ ๆ
3 . ใช้เปรียบเทียบฐานะสูง ต่ำทางสังคม

           บทบาท (Role)  :  หน้าที่/พฤติกรรมที่ปฏิบัติตามสถานภาพที่ได้รับ การปฏิบัติบทบาทตามสถานภาพที่เหมาะสมและถูกต้องทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมดำเนินไปได้ด้วยดี 
บทบาททางสังคม  
           1. บทบาททางสังคมเป็นการกระทำตามสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนดในสถานภาพทางสังคม บทบาทและสถานภาพทางสังคมจะทำให้การกระทำระหว่างกันทางสังคมของสมาชิกดำเนินไปอย่างสอดคล้องกลมกลืน และช่วยให้การดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมมีความราบรื่น
           2. ความสำคัญของบทบาททางสังคม
            บทบาททางสังคมก่อให้เกิดการกระทำตามสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกในสังคมตามสถานภาพที่ตนดำรงอยู่ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนการรับและการให้ประโยชน์ระหว่างกัน
            หากปราศจากการกำหนดบทบาททางสังคม รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคมคงจะขาดระเบียบแลปราศจากทิศทางแน่นอน
บทบาทขัดกัน
            สมาชิกในสังคมแต่ละคนมีบทบาทหลายอย่างในเวลาเดียวกัน และการในกระทำอีกบทบาทหนึ่งอาจจะขัดกับอีกบทบาทหนึ่งก็ได้ การขัดกันในบทบาทย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ สมาชิกในสังคมต้องตัดสินใจ   ตามวาระและโอกาสที่เกิดขึ้น
ข้อสังเกต
1. สถานภาพ บทบาทเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับสังคม
2. ทุกคนย่อมมีสถานภาพของตนเองและมีหลายสถานภาพ
3. สถานภาพบางอย่างเป็นสถานภาพที่ต่อเนื่อง
4. ยิ่งสังคมซับซ้อนเพียงใด  บทบาทยิ่งแตกต่างไปมากขึ้นเท่านั้น
5. โดยปกติสถานภาพจะบ่งถึงบทบาทเสมอ  แต่ในบางสถานการณ์มีสถานภาพอาจไม่มีบทบาทก็ได้
6. การมีหลายสถานภาพก่อให้เกิดหลายบทบาท  บางครั้งก็อาจทำให้เกิดบทบาทที่ขัดแย้ง

          ค่านิยม (Social Value)  :  สิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับและเห็นว่ามีคุณค่า   เพราะว่าเป็นความสัมพันธ์ที่สังคมยอมรับ หรือเราอาจจะเรียกว่า กระแสทางสังคม”  ก็ได้
          ค่านิยมมีทั้งของบุคคล  และ  ค่านิยมของสังคม 
ค่านิยมของสังคม  
          ค่านิยมของสังคม  บางทีเรียกว่า (ระบบคุณค่าของสังคม) หรือ (สัญญาประชาคม)
          ค่านิยมของสังคม  เป็นหัวใจหรือเป้าหมายที่สังคมปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้น เช่น  เสรีภาพ  ความรักชาติ  ความดี  ความยุติธรรม

           การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) หมายถึง  การถ่ายทอดวัฒนธรรมแก่สมาชิกวิธีการขัดเกลาทางสังคม
           การขัดเกลาทางสังคม  คือ  การปลูกฝังระเบียบวินัย ความมุ่งหวังให้รู้จักบทบาทและทัศนคติ ความชำนาญหรือทักษะ ทั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ด้วยดี การขัดเกลาทางสังคมช่วยให้สมาชิกได้เรียนรู้ และปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมอาชีพหรือสื่อมวลชนต่าง ๆ  เหล่านี้จะทำให้การกระทำต่อผู้อื่นเป็นไปอย่างเหมาะสมรู้จักปฏิบัติตนในฐานะสมาชิกที่ดีของสังคม  ซึ่งจะช่วยให้สังคมมีระเบียบเพิ่มขึ้น
           1. การขัดเกลาโดยตรง  :  โดยการบอกว่าสิ่งใดควรทำ  สิ่งใดไม่ควรทำ
           2. การขัดเกลาโดยอ้อม :   ไม่ได้บอกโดยตรง  แต่เราเรียนรู้จากการ กระทำของคนอื่น  หรือ  ซึมซับจากสื่อ  เช่น  หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, วิทยุ ฯลฯ

การควบคุมทางสังคม (Social Control)
          เป็นกระบวนการทางสังคมในการจัดระเบียบพฤติกรรมมนุษย์/สมาชิกในสังคมให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมทั้งการไร้ระเบียบทางสังคม (Social Disorganization) นอกจากนี้ยังต้องรู้อีกหลายๆ เรื่อง เช่น ปรากฏการณ์ทางสังคม (Social Phenomena) ว่ามีความเป็นมาอย่างไร หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change) ว่าจะมีแนวโน้มเป็นไปในทางใดและอะไรเป็นปัจจัยผลักดันเป็นต้น และที่สำคัญที่สุดของสังคมได้แก่                  วัฒนธรรม=ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในสังคม อันเป็นแบบแผนของพฤติกรรมที่สังคมยอมรับและสืบทอดกันต่อๆ มา
          1. การควบคุมทางสังคม  หมายถึง  กระบวนการต่าง ๆ  ทางสังคมที่มุ่งหมายให้สมาชิกของสังคมยอมรับและปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม
          2. ลักษณะของการควบคุมทางสังคม  
          1) การควบคุมทางสังคมโดยการจูงใจให้สมาชิกปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ได้แก่ การ ยกย่อง ชมเชย ให้รางวัลแก่ผู้ที่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ตามสถานภาพและบทบาททางสังคมที่ตนดำรงอยู่
          2) การควบคุมทางสังคมโดยการลงโทษสมาชิกละเมิดฝ่าฝืนบรรทัดฐานทางสังคม  ได้แก่
               (1) ผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนวิถีชาวบ้าน จะได้รับปฏิกิริยาต่าง ๆ  จากสมาชิกผู้อื่น  ได้แก่  การถูกติเตียน นินทา
               (2) ผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนจารีต  จะได้รับการต่อต้านสมาชิกผู้อื่นรุนแรงกว่าผู้ที่ละเมิดวิถีชาวบ้าน เช่น การถูกประชาทัณฑ์ หรือขับไล่ออกไปจากท้องถิ่น
               (3) ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย  จะได้รับการลงโทษตามกฎหมายกำหนด โดยหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่เป็นผู้ควบคุมบทลงโทษอย่างชัดเจน

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ8 มีนาคม 2554, 17:03

    อย่างที่เนื้อหาข้างต้นว่าด้วย เรื่องการจัดระเบียบสังคม
    สังคมเป็นที่รวมของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เมื่อมีการรวมกลุ่มบุคคลเพิ่มมากขึ้น หนูคิดว่าเราจึงต้องมีการจัดระเบียบทางสังคม เพื่อที่จะให้สังคมได้อยู่ในแบบแผนหรืออยู่ในกรอบแบบที่มันควรจะเป็น และเพื่อรักษาความเป็นระเบียบวินัยต่อการอยู่รวมกันกับคนหมู่มากในสังคม การจัดระเบียบทางสังคมจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดูแลสังคมค่ะ

    นางสาวภิจักศิณี รัตนกิจวงศ์ เลขที่.7 ม.4/1

    ตอบลบ